Mutual Fund กองทุนรวม คืออะไร ?

กองทุนรวม หรือ Mutual Fund เป็นทางเลือกการลงทุนประเภทหนึ่ง ที่มี “มืออาชีพ” คือ ผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) คอยดูแลการลงทุนให้อย่างใกล้ชิด โดยใช้เงินลงทุนไม่มากนัก เริ่มต้นได้ตั้งแต่หลักพันบาทขึ้นไป

โดยมีกองทุนให้เลือกจากหลายประเภทของ Asset Class เช่น กองทุนพันธบัตร, กองทุนอสังหาริมทรัพย์, กองทุนหุ้น, กองทุนตลาดเงิน, กองทุนทองคำ, กองทุนน้ำมัน ฯลฯ

หลักการสำคัญของ กองทุนรวมคือ คือ การนําเอาเงินของผู้ลงทุนรายย่อยจำนวนมาก มารวมกันให้เป็นเงินก้อนใหญ่ แล้วนำไปจดทะเบียนให้มีฐานะ เป็นนิติบคคล จากนั้นก็จะนำเงินที่ ระดมทุนได้ไปลงทุนในหลักทรัพย์ ประเภทต่างๆ ตามที่กองทุนนั้นมีนโยบาย

ผู้ลงทุนแต่ละรายจะได้รับ “หน่วยลงทุน” เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันฐานะความเป็นเจ้าของในส่วนเงินที่ได้ลงทุนไปโดย มีบลจ. เป็นผู้จัดตั้งและทำหน้าที่บริหารกองทุนรวมให้มีผลตอบแทนจากการลงทุน

Private Fund กองทุนส่วนบุคคล คืออะไร ?

กองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) คือ …

รูปแบบการลงทุนประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นการลงทุนเฉพาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการลงทุน

Asset Class ที่สามารถลงทุนได้ก็จะมีหลายประเภทตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำสุด จนกระทั่งความเสี่ยงสูง สามารถลงทุนทั้งใน และต่างประเทศได้ทั่วโลก จะไปลงทุนในอเมริกา ยุโรป หรือแม้กระทั่ง Hedge Fund ก็ยังได้

ซึ่งผู้ลงทุนสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการลงทุน ตามความต้องการของตนเอง สามารถกำหนดวัตถุประสงค์การลงทุน เงื่อนไข และข้อจำกัดของตนเอง

โดยจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ทางด้านการลงทุนอย่างใกล้ชิด มีโอกาสได้เข้าพบพูดคุยกับ Fund Manager ร่วมกันกำหนดรูปแบบและนโยบายการลงทุนได้

อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อตอบสนองความต้องการและสร้างผลตอบแทนสูงสุดแก่ลูกค้า ภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ทั้งนี้ ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ในตลาดการลงทุนเมืองไทย มี Private Fund ให้บริการอยู่หลายเจ้านะครับ ซึ่งแต่ละเจ้าก็มีข้อกำหนดเงินขั้นต่ำในการเริ่มลงทุน แตกต่างกันไป อาจเริ่มต้นตั้งแต่ 1 – 30 ล้านบาทครับ

Stay Hungry Stay Foolish

 

Steve-Jobs-Quotes-Stay-Hungry-Stay-Foolish-2

วันนี้เป็นวันที่ผมเข้าใจคำพูดของ Steve Jobs

ที่เคยได้ยินมานานแสนนาน

“Stay Hungry Stay Foolish”

จากการสังเกตเห็นเพื่อนฝูงมากมายที่ร่ำรวย สร้างฐานะขึ้นมาถึงระดับหนึ่ง

เมื่อกลายเป็นผู้ประสบความสำเร็จ มีความมั่งคั่ง มีอันจะกิน มีเงินเหลือกินเหลือใช้

คนหลายๆ คนกลับกลายเป็นคนที่ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีไฟในการทำงานอีกต่อไป

เวลาที่คนเรานั้น มาถึงจุดหนึ่งทึ่ไม่ต้องดิ้นรนในเรื่องการเงินอีกต่อไป

ทำให้คนหลายคนหยุดพัฒนาตัวเอง หยุดเรียนรู้สิ่งใหม่

อาจเป็นเพราะความอิ่ม ไม่หิวกระหายความสำเร็จอีกต่อไปแล้ว

อาจเป็นเพราะคิดว่าตนเก่ง ตนฉลาด ถึงประสบความสำเร็จได้

วันนี้คุณอาจยังไม่ถึงจุดนี้ หรือ สามารถผ่านจุดนี้ไปได้แล้ว แต่ยังมีอีกหลายๆคนที่ตกอยู่ในสภาวะแบบนี้

จงหิว เพื่อที่จะได้ขยัน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องงอไม้งอมือ

จงโง่ เพราะว่ามันทำให้เรารู้ว่าเราได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ ได้เรียนรู้ตลอดเวลา

และจงอย่าประมาท ว่าเงินที่เรามีนั้นเพียงพอที่จะใช้ไปได้ทั้งชีวิต เพราะอาจมีเหตุไม่คาดฝันที่ผ่านเข้ามาอีกมากมาย

8 นิสัย สู่ความเป็นเลิศด้านการเงิน

1. มีแผนการเงิน
การมีแผนการเงินเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง สู่อิสรภาพทางการเงิน
เราทุกคนควรมีแผนการเงิน และดำเนินการตามแผนในทุกๆ วัน

2. ออมอย่างน้อย 10% ของรายได้

หลังจากออมได้แล้วนั้น นำเงินออมที่ได้ไปลงทุน เพื่อที่จะได้ประโยชน์จาก อัตราดอกเบี้ยทบต้น ในระยะยาว

3. ลดหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

การซื้อบ้าน หรือซื้อรถที่เกินกำลัง จะทำให้เป้าหมายสู่อิสรภาพทางการเงินช้าลง เพราะหนี้สินเหล่านี้ เป็นค่าใช้จ่ายที่เราต้องจ่ายออกไปในแต่ละเดือน

4. มีการตั้งเป้าหมายระยะยาว และเป้าหมายระยะสั้น

ถ้ามีเป้าหมายที่ชัดเจน เราสามารถกำหนดกลยุทธ์การลงทุน เพื่อเป้าหมาย
ในแต่ละช่วงเวลาได้เหมาะสม

5. ใช้เงินอย่างมีกลยุทธ์

มีความรอบคอบในการใช้จ่าย อย่ามองข้ามเงินเล็กน้อยที่ใช้ ในชีวิตประจำวัน เพราะว่า ถ้าเราสามารถลดรายจ่ายได้ แล้วนำไปลงทุน รายจ่ายเหล่านี้ก็อาจแปลเปลี่ยนเป็นเงินก้อนโตได้ในอนาคต

6. แสวงหาคำแนะนำจากที่ปรึกษาการเงิน

บางครั้งการมีที่ปรึกษาการเงินก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรา ประหยัดเวลาในการเรียนรู้ และสามารถได้รับคำแนะนำที่เราไม่เคยรู้ หรือสิ่งเราเข้าใจผิดในด้านการเงิน การลงทุน.(ยังไงมีที่ปรึกษาก็ดีกว่าไม่มีที่ปรึกษา)

7. คบค้าสมาคมกับคนที่ประสบความสำเร็จทางการเงิน

“คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”
เราจะได้เรียนรู้ลักษณะนิสัยของผู้ประสบความสำเร็จทางการเงิน

8. เรียนรู้กลยุทธ์การบริหารเงินใหม่ๆ อยู่เสมอ

การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจะทำให้การตัดสินใจของเรา มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น

 

วางแผนเดินทางยังต้องคิด วางแผนการเงินให้ชีวิตไม่คิดได้ยังไง?

image

“นักเดินทางที่ดี แต่ไม่มีแผนการที่แน่นอนนั้น ไม่มีความตั้งใจที่จะไปถึงเป้าหมาย”

“A good traveler has no fixed plans and is not intent on arriving.” 

– Lao Tzu

เล่าจื๊อ คือ ผู้ประพันธ์…คัมภีร์ เต๋าเต็กเก็ง… เป็นคัมภีร์ที่มีอิทธิพลต่อ วิธีคิดของคนจีนอย่างมาก โดยภายในคัมภีร์นั้น มีเนื้อหาในด้านการใช้ชีวิต ปรัชญา ความสอดคล้องของชีวิตและธรรมชาติ ซึ่งผู้ศึกษาสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตได้นะครับ

แล้วเกี่ยวยังไงกับการวางแผนการเงินหละ ?

คัมภีร์ เต๋าเต็กเก็ง … ใช้ในการเรียนรู้ วิธีคิดแบบเต๋า …

คำว่า “เต๋า” ในคัมภีร์ มักจะหมายถึง หนทาง (The way) … หนทางนี่แหละ คือสิ่งสำคัญ

เมื่อผมได้อ่าน ถ้อยคำของ เล่าจื้อ ทำให้ผมรู้สึกบางอย่างเกี่ยวกับชีวิต…

“ถ้าเปรียบชีวิตเหมือนกับการเดินทางครั้งใหญ่ การเกิดคือการเริ่มต้น เริ่มออกเดินทาง และการตายคือสุดท้ายของการเดินทาง ในระหว่างการเดินทางครั้งใหญ่นี้ ก็จะมีการเดินทางย่อยๆ อีกเยอะแยะมากมาย” 

ชีวิต…ตอนเด็ก…มีเรื่องสำคัญ ก็คือการศึกษา

ชีวิต…ตอนวัยรุ่น…มีเรื่องเพื่อน, ท่องเที่ยวเฮฮา

ชีวิต…ตอนมหาวิทยาลัย…มีเรื่องของหนุ่มสาว, สนุกสนาน

ชีวิต…เริ่มทำงาน…มีการสร้างฐานะ, จริงจังมากขึ้น

ชีวิต…ทำงานสักระยะ…มีการสร้างครอบครัว, ทุ่มเทเพื่อการงาน

ชีวิต…ทำงานช่วงท้าย…มีการเตรียมตัวใช้ชีวิตหลังเกษียณ

ชีวิต…หลังเกษียณ…มีการท่องเที่ยว, เลี้ยงหลาน

ชีวิต…ช่วงไม้ใกล้ฝั่ง…มีการเตรียมตัวจิตใจ, ปล่อยวาง

ทุกช่วงชีวิตนั้น มีสิ่งสำคัญที่เป็นทรัพยากรในการใช้ชีวิต การตอบสนองเป้าหมายต่างๆในชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ “เงิน”นั่นเอง 

ถ้าตอนเด็ก…พ่อ แม่ไม่วางแผนการเงินให้ดี…เกิดวิกฤต ลูกต้องลำบาก ไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม

ถ้าตอนวัยรุ่น…ควบคุมตัวเอง ไม่ได้ ไปก่อเรื่อง โดนจับ…พ่อ แม่ ต้องจ่ายเงินค่าประกันตัว (เพราะยังไงก็รัก)

ถ้าตอนมหาวิทยาลัย…ไม่ได้ป้องกัน…อาจจะต้องซื้อนมผง มาชงให้ลูกกิน เพราะทำให้เค้าเกิดมาแล้ว

ถ้าตอนเริ่มทำงาน…เอาแต่เที่ยว ไม่เก็บเงิน…บั้นปลาย จะลำบาก

ถ้าตอนทำงานสักระยะ…ไม่ดูแลสุขภาพ…อาจจะมีเงินไม่พอค่ารักษาโรค  เพราะค่ารักษาแพงขึ้นทุกวัน

ถ้าตอนทำงานช่วงท้าย…ไม่มีเงินเหลือ…ต้องเป็นภาระของลูกหลาน เพราะไม่ได้วางแผนการเกษียณ

ถ้าตอนหลังเกษียณ…ไม่มีลูกหลาน…ต้องทำงานหนักหรือเป็นภาระสังคม

ชีวิตช่วงไม้ใกล้ฝั่ง…จะเข้าใจว่าจริงๆ แล้ว ชีวิตก็ไม่มีอะไร

จริงๆ เรื่องเงินเป็นเรื่องของชีวิตนั่นเอง เป็นเรื่องของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ และบางครั้งก็เกิดเหตุไม่คาดฝันกับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นโรคร้ายแรง อุบัติเหตุ หรืออะไรสภาวะเศรษฐกิจอะไรก็ตาม “เราทุกคนเดินทางในชีวิต ต่างก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่สภาวะใหม่ หรือช่วงถัดไปของชีวิต” … วันนี้ทุกท่านมีแผนการเงินที่สอดคล้อง กับสิ่งที่ต้องการในชีวิตแล้วหรือยังครับ ?

 

เล่าจื๊อ กล่าวไว้ว่า “การเดินทางนับหมื่นลี้ เริ่มต้นจากก้าวแรกเพียงก้าวเดียว”

“The journey of a thousand miles begins with a single step.” 

– Lao Tzu

ข้อคิดจาก Will Smith

รูปภาพ

“คนจำนวนมากใช้จ่ายเงินที่ตัวเองไม่มี เพื่อซื้อของที่ตัวเองไม่ต้องการ เพื่อทำให้คนที่เราไม่ชอบ ประทับใจ” – วิลล์ สมิธ

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อ อยากให้รู้ถึงการใช้จ่ายเงินของตนเอง และสังคมในปัจจุบัน ว่าจริงๆ แล้ว เราใช้เงินไปเพื่อตอบสนองอะไร?

ผู้คนใช้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา อะไรบางอย่างของตนโดยมีพื้นฐานจิตใจจาก “ความไม่พอ”

คนที่คิดว่าตัวเองไม่ฉลาด ไม่เก่งพอ … ก็ต้องใช้เงินซื้อหนังสือ ซื้อการศึกษา ต่างๆ

คนที่คิดว่าตัวเองไม่สวยพอ ไม่หล่อพอ … ก็ต้องใช้เงินซื้อ เครื่องสำอางค์ เครื่องประทินโฉม คอร์สบำรุงตัวเอง

คนที่คิดว่าตัวเองสุขไม่พอ … ก็ต้องซื้อหนังสือความสุขมาอ่าน ซื้อของที่คิดว่า พอได้เป็นเจ้าของแล้วจะมีความสุข (บางทีได้มาแต่ทุกข์กว่าเดิม!!)

คนที่คิดว่าสำเร็จไม่พอ … ก็ต้องซื้อสิ่งต่างๆ เพื่อมาแสดงออกว่าตนสำเร็จ ตนยิ่งใหญ่

หากเราใช้สิ่งของภายนอกมาเป็นสิ่งเติมเต็ม หรือชดเชยช่องว่าง “ความไม่พอ” ที่มีอยู่ในใจ …วันที่เรามีสิ่งต่างๆ มากเกินไปก็ เราก็ยังไม่รู้จักพอ

… ที่กล่าวอย่างนี้ไม่ได้แปลว่า ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องฉลาด ไม่ต้องสวยหล่อ ไม่ต้องสุข ไม่ต้องสำเร็จนะครับ ผมกล่าวถึงในเรื่อง ของพื้นฐานจิตใจ ที่ “เพียงพอ” จิตใจที่คิดว่าโลกนี้อุดมสมบูรณ์ (Abundance) คือ วิธีคิดที่ว่าโลกนี้มีทุกอย่างเพียงพอ มีน้ำสำหรับดื่มเพียงพอ มีอากาศ มีอาหารเพียงพอสำหรับทุกคน เรามีทุกสิ่งที่จำเป็นแล้ว วิธีคิดแบบนี้จะทำให้เรา สวยหล่อ เก่ง สุข สำเร็จ และ แบ่งปัน หากกรอบความคิดเราเป็นแบบ “ขาดแคลน” (Scarcity) แก่งแย่ง แข่งขัน ตลอดเวลา เราจะไม่มีวัน ได้มีความสุขอย่างแท้จริง

คำพูดของ วิลล์ สมิธ นี้โดนใจผมอย่างมาก วิลล์ สมิธ เป็นมหาเศรษฐี ดาราฮอลลิวูด ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ผมได้เรียนรู้บทเรียนนี้แล้วต้องการมาแบ่งปัน คือ สำหรับคนในครอบครัวแล้ว คนที่รักเรามากที่สุดนั้น เราไม่จำเป็นต้องใช้เงินซื้อสิ่งของอะไร เพื่อมาทำให้เขาประทับใจเลย (ไม่ต้องใช้ความพยายาม ใช้ความจริงใจแค่นั้นก็พอ)

วันนี้เราพยายามซื้ออะไรเพื่อให้คนอื่นประทับใจรึปล่าว ? แล้วมันกระทบสถานะทางการเงินเราอย่างไร ?

The System of Creating Happiness – ระบบสร้างความสุข

balloons

“Happiness is the meaning and the purpose of life, the whole aim and end of human existence.” – Aristotle

“ความสุข คือความหมาย และเป้าประสงค์ของชีวิต เป็นความตั้งใจทั้งหมด และสุดท้ายของการดำรงอยู่ของมนุษย์” – อริสโตเติล

ชีวิตคนเราจะหากมีทุกอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว แต่ยังขาดความสุข มันจะเป็นชีวิตที่สมบูรณ์ได้อย่างไร??

วันนี้ผมจึงมีระบบ มานำเสนอ เพื่อการเสริมสร้างความสุขให้กับผู้คนในสังคม … เอารายการเหล่านี้ไปใช้แล้วปฏิบัติตามทีละข้อ โดย ระบบนี้จะไล่ลำดับตาม A – Z เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและสามารถ ทำ Checklist ว่าข้อใดขาดหายไป เพื่อนำความสุขเหล่านั้นกลับมา

 A – Authenticity

ความเป็นเนื้อแท้ ลักษณะที่แท้จริงของ ความต้องการของเรา จิตใจเราต้องการอะไร เราต้องการจะบอกรักใคร สื่อสารมันออกมา พูดแบบตรงไปตรงมา จะลดความอึดอัด ความกังวลใจได้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน แต่สิ่งที่ต้องระวังคือเมื่อพูดแบบตรงไปตรงมา ต้องพูดจาภาษาดอกไม้นะครับ

B – Blessings

เวลาเดินผ่านใคร ก็ให้ตั้งจิตอวยพร ให้คนทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต “มีความสุข ความเจริญ” ให้มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เดินไปตามท้องถนนและแผ่พลังงานแห่งความเมตตา ความสุขจะเอ่อล้นตัวเรา

C – Contribution

การให้ การบริจาค ทำเพื่อคนอื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน สิ่งนี้จะความสุขมาให้เราได้

D – Deep Breath

ลองหยุดสำรวจตัวเอง แล้วหายใจเข้า-ออกลึกๆ

E – Enough

“พอ” คำว่าพอคำเดียวสั้นๆ ทำให้เราพบกับความสุขได้ง่ายๆ พอใจในความรัก พอใจในหน้าที่การงาน พอใจในชีวิต

F – Fall in Love

ช่วงอารมณ์ตกหลุมรัก เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขแบบสุดๆ ลองกลับมาตกหลุมรัก ภรรยา ตกหลุมรักสามีอีกครั้ง หารูปเก่าๆ มาดูวันที่เพิ่งรักกันชีวิตจะเหนี่ยวนำให้สมอง สร้างความสุขได้ไม่ยากครับ

G – Gratitude

สำนึกรู้คุณ กตัญญู และรู้สึกขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามี ณ ปัจจุบัน ความทุกข์จะเกิดขึ้นเมื่อเรา Focus ขึ้นถึงแต่สิ่งที่ยังไม่มี สิ่งที่ยังไม่ได้ ถ้าเราหยุด แล้วกลับมามองสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้วขอบคุณ ขอบคุณอาหารทุกๆ มื้อ (คนจำนวนมากไม่มีอาหารกิน) ขอบคุณเสื้อผ้าดีๆ ที่กำลังสวมใส่ ขอบคุณบ้าน ขอบคุณผู้คนในชีวิต และทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

H – H.I.I.T, Here & Now

H.I.I.T ย่อมากจาก High Intensity Interval Training เป็นการออกกำลังกายแบบเข้มข้น

 

Here & Now กลับมาอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ถ้ากำลังอ่านเว็บไซต์ก็รู้ตัวว่าอ่านเว็บไซต์อยู่ อยู่ ณ ปัจจุบันในทุกกิจกรรม

I – Integrity

ความครบถ้วน สมบูรณ์ การไปตรงต่อเวลา การรับปากใครไว้แล้วทำตามที่พูด การสื่อสารถ้าไปช้าหรือไปไม่ตรงเวลา Integrity ไม่มีแปลเป็นภาษาไทยที่ตรงตัวเลยครับ

J – Joy

มีความรื่นรมย์อยู่ ณ ปัจจุบันขณะ ทำทุกสิ่งอย่างด้วยความรื่นรมย์ ล้างจาน ซักผ้า เป็นแบบการฝึกสติไปในตัว

K – Keep in Touch with Friends & Family

การได้พูดคุย บอกรักครอบครัว สนทนากับเพื่อนๆ จะทำให้มนุษย์มีความสุข เราไม่ได้อยู่บนโลกคนเดียวมีอะไร เล่าให้เพื่อนๆ ฟังได้ ถ้าไม่มีเพื่อนปรึกษาหรือคุยกับผมก็ได้นะครับ ยินดีช่วยเหลือ

L – Lie down

ถ้าเหนื่อยล้าจริงๆ บางครั้งการงีบ หรือการนอนพักบ้างก็เป็นเรื่องดี การนอนสามารถผ่อนคลายความตึงเครียด ความเหนื่อยล้าได้ครับ

M – Meditation, Mindfulness

การฝึกสมาธิ ปล่อยวางความคิด อยู่กับปัจจุบัน ให้ชีวิตได้สัมผัสกับความว่างเปล่า ให้ชีวิตได้รู้สึกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล ทำสมาธิไม่ควรนั่งแบบรีบๆ ควรใช้เวลาอย่างน้อย 15 นาทีขึ้นไปจะได้มีเวลาสัมผัสความสุข

การมีสติรู้ตัว ว่าการพูด การทำสิ่งใดลงไปแล้ว เราจะได้รับผลกระทบจากสิ่งนั้นตามมาภายหลัง

N – Nature

สัมผัสกับธรรมชาติ อย่างแท้จริง ฟังเสียง นกร้อง มองดวงอาทิตย์ ขึ้นลง ฟังเสียงฝนตก ดมกลิ่มไอดิน สัมผัสกับธรรมชาติด้วยหัวใจ

O – Opportunity

มองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ และโอกาสที่จะได้เติบโต

P – Positive Thinking

หามุมที่เป็นประโยชน์ต่อเรา ในการใช้ชีวิต ฝึกมองโลกในแบบที่ไม่เคยมองมาก่อน คิดบวก ใจกว้าง เปิดใจรับความคิดเห็นใหม่ๆ

Q – Quality of Thoughts

สำรวจคุณภาพของความคิดว่า ความคิดเรานั้น สนับสนุนความสุข สนับสนุนให้เราประสบความสำเร็จหรือไม่?

R – Relax

รู้จักผ่อนคลาย ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ผ่อนคลายความคิด อาบน้ำอุ่นๆ หรืออาบน้ำเย็นๆ แล้วแต่ชอบ ดมกลิ่มหอม ๆ ดื่มนมอุ่นๆ ดื่มน้ำขิง เล่นเกมส์ Playstation อะไรก็ได้ครับ

S – Stomach Fulfilled

บางครั้งความหิวก็เป็นพิษต่ออารมณ์ หงุดหงิด หรือโกรธง่าย บางทีอาจมาจาก ความหิวนะครับ

T – Time will tell

ลองมาไปอนาคตอีก 10 ปี ปัญหาในวันนี้มันจะเป็นยังไง มันจะยังคงอยู่หรือไม่ แล้วเราจะมีความทุกข์กับมันอีกหรือไม่

U – Understandings

ความเข้าใจ ต้องเข้าใจต้นตอของความทุกข์ ความทุกข์นั้นมาจากความคิดทั้งสิ้น ไม่ต้องกังวลกับความคิด หาทางออก วางแผนแล้วลุย ลงมือทำวิธีแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง

V – Vacation

เหนื่อยนักก็พักบ้าง ไปเที่ยวหัวหิน ภูเก็ต พัทยา เกาะเสม็ด(ถ้าจะไปเที่ยวบอกผมได้มีรีสอร์ทแนะนำครับ) 🙂

W – Water

ดื่มน้ำเยอะๆ องค์ร่างกายส่วนใหญ่ประกอบด้วยน้ำ การขาดน้ำอาจทำให้หงุดหงิด หรืออารมณ์ไม่ปกติได้ครับ

Y – Yin & Yang (Balance)

ใช้ชีวิตอย่างสมดุล มองหาว่าปัจจุบันเรื่องใดที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ก็จัดการเรื่องนั้นก่อน เช่น เรื่อง การงาน การเงิน ความสัมพันธ์ สุขภาพร่างกาย จิตวิญญาณ อารมณ์ …

Z – Zen Mind, Beginner’s Mind

จิตตั้งต้น การทำอะไรเป็นครั้งแรกจะนำมาซึ่งความสนุกสนาน ความตื่นเต้น แนะนำให้ตัดคำว่ารู้แล้วออกจากชีวิต ลองทำอะไรเป็นครั้งแรกกันครับ คนที่มีแฟนแล้ว ก็คิดซะว่าวันนี้เป็นแฟนกันวันแรก วันนี้ไปเดทกันครั้งแรก เมื่อไปทำงานไปหาลูกค้า คิดซะว่าไปหาลูกค้าคนนี้เป็นคนแรก มันจะให้อารมณ์ตื่นเต้นแบบบอกไม่ถูก จะมีชีวิตชีวาแบบมหัศจรรย์เลยทีเดียวครับ